...

Project to study stories about the history of the Krung Ching area with community participation.


โครงการศึกษาเรื่องเล่าเกี่ยวกับประวัติพื้นที่กรุงชิงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน


Agenda : Outreach and Engagement
11.2.6

SDGs ที่เกี่ยวข้อง
4.3.4
17.2.1

มิติตามแนวทาง ต้นไม้แห่งความสุข

ร้อยละคะแนนความพึงพอใจของผู้ร่วมโครงการ : 91

รายชื่อคณะทำงาน
ลำดับ รายชื่อ สังกัด หน้าที่ สัดส่วน
1วิทยา อาภรณ์สำนักวิชาพหุภาษาและการศึกษาทั่วไปหัวหน้าโครงการ25
2สัจจารีย์ ศิริชัยสำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ผู้ร่วมโครงการ25
3อรอนงค์ เฉียบแหลมสำนักวิชาการจัดการผู้ร่วมโครงการ25
4ปกรณ์สิทธิ ฐานาสำนักวิชาพหุภาษาและการศึกษาทั่วไปผู้ร่วมโครงการ25

SDGs ภาษาไทย
  

คำว่า “กรุงชิง”เป็นชื่อเรียกครอบคลุมพื้นที่หลายหมู่บ้านที่มีศักยภาพในหลายด้าน เช่น การมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ทั้งในเขตป่าไม้และเขตที่ทำกินของชุมชน ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาและอยู่ร่วมกับป่า.  ดังนั้นสมาชิกชุมชนจึงเห็นว่าควรจะสรุปบทเรียนและประวัติศาสตร์ของชุมชนในอดีตออกมาอย่างเป็นระบบ จากนั้นก็นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนในชุมชนและสาธารณชน  ช่วงระยะเวลาดำเนินการคือระหว่าง 1 ตุลาคม 2565-30 กันยายน 2566 

องค์ความรู้ที่ใช้ในการรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนกรุงชิงมี 3 แนวคิดคือ 

1) แนวคิดประวัติศาสตร์ชุมชน ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นของกระบวนการถกเถียงของผู้เที่เกี่ยวข้อง ทีมวิจัยต้องออกแบบกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มแม้จะมีอำนาจไม่เท่ากัน. สิ่งนี้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยโดยพยายามให้เกิดการถกเถียง การรับฟังเหตุผล การยืนยัน การต่อรอง  และสามารถปรับเปลี่ยนได้ 

            2) แนวคิดการจัดการมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage Management). แนวคิด “มรดก” (heritage) คือความต้องการที่จะส่งมอบสิ่งที่ดีงามให้กับคนรุ่นหลัง ในอดีตการตีความ การคัดเลือก และการจัดการมรดกจะอยู่ในกลุ่มคนเล็กๆโดยเฉพาะรัฐและกลุ่มผู้นำ, แต่ในยุคปัจจุบันคนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับ “มรดก”ก็เกิดขึ้นมากเช่นกัน ทั้งในด้านการตีความว่าอะไรคือ “ของดี” และจะมีวิธีการจัดการ “ของดี”นั้นอย่างไรจึงจะเหมาะสม    สิ่งนี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมที่เคยผูกขาดอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆได้ถูกแบ่งปันมาสู่คนทั่วไปให้มีอำนาจต่อรองได้มากขึ้น       

            3) แนวคิดการจัดการสารสนเทศ การจัดการสารสนเทศมีเป้าหมายเพื่อให้สามารถจัดแสดงหรือใช้ประโยชน์ได้ง่าย ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคสังคมข้อมูลข่าวสารที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ การจัดเก็บข้อมูลจะมุ่งไปที่การเก็บหลักฐานที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของคนกลุ่มเล็กๆมากขึ้น ซึ่งทำให้การตีความว่าสิ่งไหนที่จะถูกตีความว่าควรถูกเก็บไว้ก็กว้างขึ้นจากเดิม 

ผลจากการดำเนินโครงการนี้ได้ทำให้เกิดความรู้ต่อสังคมโดยตลอด. เริ่มจากการศึกษาที่วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนอันเป็นมุมมองจากคนใน(emic view)เป็นหลัก  การศึกษาจะใช้การมีส่วนร่วมของชุมชนจะทำให้ชุมชนเป็นผู้สร้าง เป็นเจ้าของ และเป็นผู้ใช้ประวัติศาสตร์   การใช้แนวคิดประวัติศาสตร์ชุมชน แนวคิดการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมทำให้ทีมวิจัยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของคนที่หลากหลาย การเปิดโอกาสให้ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ ตีความใหม่  ในด้านการจัดการสารสนเทศ นอกจากนี้การวิจัยนี้จะคำนึงถึงสิ่งที่จะถูกนับว่าเป็นหลักฐานในการดำรงอยู่ของอัตลักษณ์ของชุมชน และจัดระบบข้อมูลเพื่อให้สะดวกต่อการนำไปปรับใช้ ดังนั้นการจัดการสารสนเทศในการวิจัยชุมชนครั้งนี้จึงต้องคิดค้นร่วมกับแนวคิดอื่นๆที่กล่าวมาทั้งสี่ข้อข้างต้นเช่นกัน การจัดการข้อมูลจะปรับเปลี่ยนไปตามการวิเคราะห์ของชุมชนและทีมวิจัย 

            การดำเนินโครงการได้เริ่มจากการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ คุณค่า และความสำคัญ, โดยการรวบรวมข้อมูล 2 ประเภท คือ ข้อมูลทุติยภูมิ  และข้อมูลปฐมภูมิ. ทีมวิจัยได้สัมภาษณ์บุคคลสำคัญ (Key informants), มีการประชุมระดมความคิดเห็น, การจัดเวที.มีการทำแผนที่รอบนอกที่แสดงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและขอบเขต, และแผนที่รอบในหมู่บ้านที่แสดงที่ตั้งของบ้านเรือน ทรัพยากรการท่องเที่ยว มีการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ประเพณีของชุมชน เป็นต้น.

            ทีมวิจัยได้ประสานกับคนหลายฝ่ายให้เข้ามามีส่วนร่วมการจัดทำประวัติศาสตร์ชุมชนกรุงชิงได้แก่ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธ์, ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม, ดร.อาภาภิรัตน์ วัลลิโภดม,  ชาวบ้านในตำบลกรุงชิง, ครูจากโรงเรียนในตำบลกรุงชิง 4 โรง, เจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติเขานันและอุทยานแห่งชาติเข้าหลวง, เจ้าหน้าที่องค์การบริการส่วนตำบลกรุงชิง, ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจเอกชนในตำบลกรุงชิง, เครือข่ายเยาวชนจังหวัดนครศรีธรรมราช, เจ้าหน้าที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), ผู้ที่กำลังจะศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี พังงา และนครศรีธรรมราช, และผู้สนใจทั่วไป. 

ผู้รับผิดชอบหลัก 

ผศ.ดร.วิทยา อาภรณ์ สำนักวิชาพหุภาษาและการศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช 

แหล่งทุน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) 


SDGs ภาษาอังกฤษ

  

We presents the findings and methodologies of a project initiated in the Krung Ching community, aimed at systematically documenting its history and cultural heritage while exploring innovative approaches to information management. The project emphasizes community participation and engagement, aligning with the concepts of community history, cultural heritage management, and information management. Through the collaboration of various stakeholders, including academics, government officials, and community members, this project seeks to empower the community to become the creators, owners, and users of their history and heritage.

The Krung Ching community, a collection of villages with abundant natural resources, has a unique way of life closely intertwined with its forest surroundings. This article outlines a community-based project initiated between October 1, 2022, and September 30, 2023, to systematically document and share the rich history and cultural heritage of Krung Ching. The project is grounded in three key concepts: community history, cultural heritage management, and information management.

Community History: The concept of community history prioritizes an inclusive debate process among all stakeholders, including those with unequal power. To uphold democratic principles, research teams facilitate historical processes that foster debate, listening, reasoning, negotiation, and adaptability. This approach ensures that multiple perspectives are considered and empowers community members to actively participate in shaping their history.

Cultural Heritage Management: Cultural heritage management acknowledges the importance of passing down valuable elements to future generations. Traditionally, the interpretation and management of heritage were controlled by a select few, but the present era allows broader access to information. This shift has led to ongoing debates about what constitutes "good" heritage and how it should be managed. This redistribution of power enables more inclusive decision-making in society.

Information Management: Information management in the context of this project focuses on making information easily accessible. In today's information-driven society, data collection tends to emphasize evidence related to a select group, making interpretation challenging. The expanded notion of what should be preserved amplifies the importance of efficient information organization. Information management strategies are developed collaboratively with the community and research team, evolving based on analysis and feedback.

Methodology: The project's methodology centers on collecting information about the community's way of life, history, values, and significance. This involves gathering both secondary and primary data through interviews, brainstorming sessions, and forums. Perimeter maps illustrating natural and tourism resources are used, alongside comprehensive studies of community history, wisdom, culture, and traditions.

Collaboration: The research team has engaged in extensive collaboration with various stakeholders, including the Lek-Prapai Wiriyaphant Foundation, esteemed academics such as Special Professor Srisak Valliphodom and Dr. Apaphirat Valliphodom, community members, teachers from local schools, officials from Khao Nang National Park and Khao Luang National Park, local service organization officials, tourism operators, private businesses, the Nakhon Si Thammarat Provincial Youth Network, and representatives from the National Research Council of Thailand (NRCT). Additionally, individuals interested in community history from Surat Thani, Phang Nga provinces, and Nakhon Si Thammarat have contributed their insights and expertise.

Conclusion: The project in Krung Ching exemplifies a collaborative approach to community history, cultural heritage management, and information management. By emphasizing community participation and inclusivity, this initiative empowers the community to take ownership of its history and cultural heritage. Asst. Prof. Dr. Vithaya Arporn, from the School of Languages and General Education at Walailak University, has played a pivotal role in guiding this project. The National Research Agency (NRCT) provided essential financial support, enabling this community-driven endeavor to thrive. The knowledge generated through this project not only enriches the Krung Ching community but also offers valuable insights for similar initiatives worldwide, where local communities are eager to preserve and share their unique heritage and history.


ภาพประกอบ


ผลกระทบโครงการ

infographic



การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

การเผยแพร่

SOLGEN เปิดตัวโครงการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนกรุงชิง

https://solgen.wu.ac.th/?p=24439

นักวิจัย SOLGEN ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลชุมชนเตรียมศึกษาประวัติศาสตร์กรุงชิง

นักวิจัย SOLGEN ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลชุมชนเตรียมศึกษาประวัติศาสตร์กรุงชิง | (wu.ac.th)

มวล.-ชุมชน-รัฐ-เอกชนจับมือร่วมศึกษาประวัติชุมชนกรุงชิง

https://solgen.wu.ac.th/?p=24556