


| ลำดับ | รายชื่อ | สังกัด | หน้าที่ | สัดส่วน |
|---|---|---|---|---|
| 1 | กำไล สมรักษ์ | สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ | หัวหน้าโครงการ | 5 |
| 2 | รติรัตน์ โกละกะ | สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ | ผู้รับผิดชอบหลัก | 85 |
| 3 | รัชฎาภรณ์ จันทสุวรรณ์ | สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ | ผู้ร่วมรับผิดชอบ | 10 |
ความเป็นมาและความสำคัญ
บ้านนาสระ มีจำนวนครัวเรือนที่อาศัยอยู่จริงในพื้นที่ 290 ครัวเรือน มีประชากร 1,096 คน ลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม เหมาะแก่การเพาะปลูกและทำสวน มีน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝน ประชากรมีอาชีพทำสวนเป็นส่วนใหญ่ โดยมีรายได้เฉลี่ยคนละ 58,950 บาทต่อปี รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยครัวเรือนละ 149,800 บาทต่อปี รายจ่ายเฉลี่ยคนละ 56,000 -65,000 บาทต่อปี มีรายจ่ายครัวเรือนเฉลี่ยครัวเรือนละ 135,800 -165,000บาทต่อปี ภาระหนี้สินในระบบ จำนวน 90ครัวเรือน (ร้อยละ31.03) หนี้สินนอกระบบจำนวน 15 ครัวเรือน (ร้อยละ0.51) หนี้สินโดยเฉลี่ยครัวเรือนละ 20,000-35,000 บาท
จากสถานการณการระบาดโรคโควิด 19 ในปี 2563-2565 บ้านนาสระ มีผู้ป่วยโควิด 19 ในชุมชนทั้งหมด 300 คน โดยพบในกลุ่มวัยแรงงานมากที่สุดเนื่องจากต้องไปทำงานนอกบ้าน และมีการนำเชื้อมาสู่ครอบครัว ทำให้ต้องหยุดงาน ขาดรายได้ บางคนต้องออกจากงาน เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้จากภาวะขาดทุน ส่งผลกระทบต่อประชาชนในชุมชน 4 ด้าน ดังนี้
1. ด้านเศรษฐกิจ รายได้ไม่พอกับรายจ่ายจากแรงงานต่างจังหวัดถูกเลิกจ้างกลับมาอยู่ภูมิลำเนาเดิม เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน คนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกบ้านไม่ได้ อีกทั้งราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือน รวมทั้งราคาวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตรมีราคาสูง ซึ่งทำให้ประชาชนจำนวน 20 คน รวมตัวกันทำกลุ่มปุ๋ยหมักอินทรีย์เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตเป็นพืชปลอดสารเคมีเพื่อให้ปลอดภัยและเป็นที่ต้องการของตลาด แต่จากสถานการณ์โควิดที่ผ่านมาทำให้เกษตรกรต้องหยุดปลูกพืชที่ให้ผลผลิตเร็ว เช่น มันเทศ ผักบุ้ง มะนาว แตงโม เป็นต้น กลุ่มหยุดการทำกิจกรรม ไม่มีการรวมกลุ่มกันช่วยเหลือกัน ทำให้รายได้ครัวเรือนลดลง
2. ด้านสุขภาพ บ้านนาสระป่วยด้วยโควิดทั้งหมด 300 คน (ร้อยละ27.37) เสียชีวิต 1 คน (ร้อยละ0.09) เกิดภาวะ Long Covid จำนวน 175 คน (ร้อยละ 15.96) โดยมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย มีโรคแทรกซ้อน ทำให้ต้องไปรักษาพยาบาลเป็นระยะๆ ต้องหยุดงาน หรือลาออกจากงานเดิม ส่งผลให้มีความเครียดและวิตกกังวล จากการประเมินสุขภาพจิต พบว่า มีภาวะเครียด 20 คน วิตกกังวล 25 คน (ข้อมูล รพ.สต.บ้านนาสระ,ตค.2565) บางคนได้รับการรักษาในเบื้องต้นที่ รพ.พระพรหม แต่ยังขาดความต่อเนื่องในการลงเยี่ยมบ้านติดตามอาการและแก้ปัญหาสาเหตุของความเครียด
3. ด้านสังคม สถานการณ์โควิด ทำให้คนในชุมชนรังเกียจผู้ป่วยโควิด กลุ่มเสี่ยงไม่ยอมกักตัว มีการปกปิดข้อมูล เพราะไม่อยากหยุดงาน กลัวเสียรายได้ จึงเพิ่มการแพร่กระจายเชื้อทั้งในและนอกชุมชน หน่วยงานภาครัฐดูแลเรื่องอาหารแก่กลุ่มกักตัวและกลุ่มป่วย ไม่เพียงพอเกิดข้อร้องเรียนในชุมชนตามมา ทำให้สัมพันธ์ภาพชุมชนมีความ
4. ด้านสิ่งแวดล้อม สถานการณ์โควิด ทำให้มีขยะติดเชื้อในชุมชนจากการใช้หน้ากากอนามัย ชุดตรวจ ATK ขวดน้ำยาล้างมือ ขวดสเปรย์แอลกอฮอล์ ส่งผลให้เกิดขยะติดเชื้อ แต่การกำจัดขยะไม่ถูกต้อง มีภาวะเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคโควิด 19. ในชุมชนเพิ่มมากขึ้น
จากสถานการณ์ปัญหากล่าว ผู้นำชุมชนประสานกับหน่วยงานและภาคีต่างๆ ในอำเภอพระพรหม เช่น กศน.อ.พระพรหม อบต.ท้ายสำเภา สำนักงานเกษตรอำเภอพระพรหม ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่การขับเคลื่อนจากภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ยังขาดความต่อเนื่อง ไม่เกิดความทักษะและเข้มแข็งในชุมชน ทางคณะกรรมการ และแกนนำหมู่บ้านจึงจัดทำโครงการนี้ขึ้น
กลุ่มเป้าหมาย: ประชาชนในชุมชน จำนวน 50 คน และแกนนำชุมชน 15 คน
กระบวนการดำเนินงาน: 1) ประชุมทีม 2) แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำเกษตรปลอดสารพิษ การปลูกผักในสวนผลไม้ การพัฒนาผลผลิตสู่ OTOP การทำบัญชีครัวเรือน 3) การเยี่ยมบ้านเพื่อเสริมกำลังใจ 4) การยกปิ่นโตไปวัด 5) การรณรงค์ออกกำลังกาย และ 6) การติดตามประเมินผล
ผลลัพธ์: 1) ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตดีขึ้น 100%
2) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำปุ๋ยหมัก สมุนไพรกำจัดศัตรูพืช จำนวน 50 คน ลดต้นทุนทางการเกษตร 500 บาท/เดือน ทุกคน
3) ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 50 คน ปลูกพืชผัก เพิ่มเติมในสวนผลไม้ทุกคน
ปัจจัยความสำเร็จ: 1) การประชุมคณะกรรมการทุกเดือน 2) การมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกชุมชน เช่น คณะกรรมการหมู่บ้าน ปราชญ์ชุมชน อสม. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เกษตรตำบล กลุ่มอาชีพ เป็นต้น
ผลกระทบ: คนในชุมชนรักใคร่ปรองดองกัน มีความสามัคคี และสามารถต่อยอดการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ ได้
แหล่งทุน: สำนักงานสร้างสรรค์โอกาส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (78,900 บาท)
Background and rationale
Banasra Village has a total of 290 households with a population of 1,096 people. The geographical landscape of the area is characterized by flat and low-lying terrain, suitable for cultivation and gardening. However, it is prone to flooding during the rainy season. The majority of the population is engaged in gardening as their primary occupation. The average income per person is 58,950 Baht yearly, while the average household income is 149,800 Baht yearly. Average household expenses range from 56,000 to 65,000 Baht annually, with an average of 135,800 to 165,000 Baht annually. Within the community are 90 households (31.03%) with debts within the system and 15 households (0.51%) with debts outside the system. The average debt per household ranges from 20,000 to 35,000 Baht.
Due to the COVID-19 pandemic from 2020 to 2022, Banasra Village has had a total of 300 cases within the community. Most cases were found among the working-age population, mainly because they had to travel outside the village for work, and some unknowingly brought the virus back to their families. This situation led to work stoppages and income losses for many households. Some individuals had to leave their jobs because employers couldn't sustain their businesses due to financial losses caused by the pandemic. This had significant impacts on the community in four main areas:
From this situation, community leaders have coordinated with various in Phra Phrom district, such as the Provincial Education Office, Subdistrict Administrative Organization, Phra Phrom District Agriculture Office, and have received good cooperation. However, efforts from the government sector and different organizations still lack continuity, resulting in a limited development of skills within the community. As a result, the community committee and village leaders have initiated this project.
Target Group: The project aims to benefit a group comprising 50 community members and 15 community leaders.
Process: 1) Team meetings 2) Exchange and learning sessions on pesticide-free agriculture, vegetable gardening in fruit orchards, developing products for the One Tambon One Product (OTOP) program, and household accounting 3) Home visits for encouragement. 4) Participating in temple activities 5) Promoting physical exercise, and 6) Monitoring and evaluation.
Outcome: 1) Improved mental health for 100% of individuals facing mental health issues. 2) 50 participants participating in exchange and learning sessions about composting and herbal pest control can reduce agricultural costs by 500 Baht per month per person. 3) All 50 participants planted vegetables in the orchard
Success Factors: 1) Monthly committee meetings. 2) Active participation from internal and external community networks, such as the village committee, community leaders, Village Health Volunteers, sub-district health promotion hospital staff, agricultural groups, and etc.
Impacts:The people in the community are affectionate towards each other, have a strong sense of unity, and are capable of expanding their group efforts to engage in various other activities.
Supporting fund: Thai Health Promotion Foundation (78,900 Baths)
Facebook สร้างเสริมสุขภาวะชุมชนภาคใต้
ศูนย์บริการวิชาการ
สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์