...

Evaluation of Myristica fragrans Houtt. Carbon Sequestration in Suan Chan Village and Ron Na Village, Ron Phibun District, Nakhon Si Thammarat Province.


การประเมินมูลค่าการกักเก็บคาร์บอน บริเวณพื้นที่หมู่บ้านสวนจันทน์ และ หมู่บ้านร่อนนา อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช


Agenda : Outreach and Engagement
13.3.1

SDGs ที่เกี่ยวข้อง
15.2.3

มิติตามแนวทาง ต้นไม้แห่งความสุข

ร้อยละคะแนนความพึงพอใจของผู้ร่วมโครงการ : 98

รายชื่อคณะทำงาน
ลำดับ รายชื่อ สังกัด หน้าที่ สัดส่วน
1ปวิรศา ประดิษฐศรสำนักวิชาพหุภาษาและการศึกษาทั่วไปคณะทำงาน100

SDGs ภาษาไทย
  

การประเมินมูลค่าการกักเก็บคาร์บอน บริเวณพื้นที่หมู่บ้านสวนจันทน์ และ
หมู่บ้านร่อนนา อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

ต้นไม้มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บและแหล่งปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การกักเก็บหรือดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จะผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง โดยพืชทุกชนิดจะนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มาใช้ในกระบวนการเปลี่ยนสภาพเป็นเซลลูโลส และเป็นมวลชีวภาพในที่สุด ซึ่งถือเป็น กระบวนการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ และยิ่งต้นไม้มีขนาดใหญ่และอายุที่ยาวนานจะสามารถช่วยในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มาก   โครงการนี้ได้จัดทำขึ้นภายใต้มาตรฐานของ “โครงการ T-VER” คือ กลไกลดก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศที่ TGO พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2557 มีชื่อเต็มว่า โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ซึ่งเป็นกลไกที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ จากข้อมูลที่ได้ทำการสำรวจ พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วต้นจันทร์เทศในพื้นที่ศึกษา มีอายุ 30 – 40 ปี แล้วจากนั้นจะมีการนำเอาต้นจันทน์เทศไปใช้ประโยชน์ เช่น การสร้างบ้าน หรือผลิตเป็นฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยในการเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้และตรงกับแนวทางของโครงการ T-VER ซึ่งโครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

  1.  เพื่อประเมินการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของต้นจันทน์เทศ บริเวณพื้นที่หมู่บ้านสวนจันทน์ และหมู่บ้านร่อนนา อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
  2.  เพื่อประเมินการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการใส่ปุ๋ยหรือการปรับปรุงดินในพื้นที่ปลูก ต้นจันทร์เทศหมู่บ้านสวนจันทน์ และหมู่บ้านร่อนนา อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงได้ทำการคำนวณหาปริมาณการเก็บกักคาร์บอนของสวนจันทน์เทศ บริเวณพื้นที่หมู่บ้านสวนจันทน์และหมู่บ้านร่อนนา อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการขอเข้าร่วมโครงการ T-VER ทำให้ชุมชนมีรายได้จากการขายคาร์บอน จากการปลูกต้นจันทน์เทศ ในรูปแบบคาร์บอนเครดิต ซึ่งเมื่อนำไปผนวกกับโครงการพัฒนาและส่งเสริมการปลูกต้นจันทน์เทศในพื้นที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช  ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้ตระหนักและเห็นคุณค่าจากการอนุรักษ์พันธุกรรมต้นจันทน์เทศมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การอนุรักษ์พันธุกรรมของจันทน์เทศที่ยั่งยืนต่อไป โดยมีพื้นที่ปลูกจันทน์เทศในอำเภอร่อนพิบูลย์ทั้งหมด 75 แปลง รวมพื้นที่ประมาณ 700 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในบ้านสวนจันทน์ หมู่ 2 กระจายตัวอยู่ที่ระดับพื้นที่ราบคิดเป็น 50 % และอยู่ที่ระดับความสูง 100-400 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางคิดเป็น 50 % เกษตรกรมักจะปลูกจันทน์เทศร่วมกับพืชท้องถิ่นที่ปลูกอยู่เดิมเช่น มังคุด ทุเรียน มะพร้าว  โดยเกษตรกรมีพื้นที่สวน 1-50 ไร่ ซึ่งพื้นที่แปลงใหญ่ที่สุดคือ  50 ไร่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการใส่ปุ๋ยหรือการปรับปรุงดินในพื้นที่ปลูกต้นจันทร์เทศหมู่บ้านสวนจันทน์ และหมู่บ้านร่อนนา อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช  การจัดการทางการเกษตร เช่น การเขตกรรม ส่งผลต่อการกักเก็บคาร์บอนในดินและการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ ซึ่งพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนได้เป็นอย่างดี และมีศักยภาพในการกักเก็บได้ในปริมาณที่สูงถ้ามีเทคโนโลยีและการจัดการที่เหมาะสม

นักวิจัยได้ดำเนินการโดยทำการจัดทำแบบสอบถามข้อมูลประวัติการเพาะปลูกพืช เช่น การใช้ ปุ๋ย และ/หรือ สารปรับปรุงดินจากเกษตรกรในพื้นที่ศึกษา ลำดับต่อไปคือการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (stratified random sampling) และทำการประเมินการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่และการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ปุ๋ยและการปรับปรุงดิน วางแปลงเก็บตัวอย่างต้นจันทน์เทศเพื่อประเมินการกักเก็บคาร์บอนจากมวลชีวภาพพืช เก็บตัวอย่างเนื้อไม้ และราก ส่งตรวจหาสัดส่วนคาร์บอนในเนื้อไม้ (มวลชีวภาพใต้พื้นดิน) คำนวณมวลชีวภาพเหนือพื้นดินโดยเลือกสมการแอลโลเมตริก (Allometric equation) ที่เหมาะสมกับพื้นที่ เก็บตัวอย่างเศษซากใบไม้และกิ่งบริเวณสวนจันทน์เทศด้วยตาข่าย (การกักเก็บคาร์บอนของไม้ตายและเศษซากพืช) โดยใช้สมการแอลโลเมตรีซึ่งมวลชีวภาพของต้นไม้ ประกอบด้วยมวลชีวภาพเหนือพื้นดิน (Aboveground Biomass; ABG) และมวลชีวภาพใต้ดิน (Belowground Biomass; BLG) ขนาดแปลงตัวอย่างที่องค์การบริหารการจัดการก๊าซเรือนกระจกแนะนำคือ แปลงสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 40 x 40 เมตร (ขนาด 1 ไร่) จดบันทึกต้นไม้ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับความสูง 1.30 เมตร และความสูงทั้งหมดของต้นไม้ในพื้นที่แปลงตัวอย่าง ในการศึกษาครั้งนี้เลือกสมการมวลชีวภาพของป่าดิบชื้นและป่าดิบแล้งในประเทศไทยเป็นแปลงเก็บตัวอย่างชั่วคราว โดยใช้ตาข่ายเก็บตัวอย่างมวลชีวภาพเหนือพื้นดินของต้นไม้ ได้แก่ ทุกส่วนของต้นไม้ที่อยู่เหนือพื้นดิน เช่น ลำต้น กิ่ง ใบ ดอก และผล รวมทั้งพืชพรรณอื่นๆ โดยกำหนดเก็บตัวอย่างมวลชีวภาพพืชตามช่วงอายุของต้นจันทน์เทศ แบ่งเป็น 3 ช่วงอายุ ได้แก่ ช่วงอายุต่ำกว่า 20 ปี, 20-40 ปี, และ 60 ปีขึ้นไป รวม 9 ตัวอย่าง เก็บข้อมูล 3 ครั้ง (เก็บเดือนละ 1 ครั้ง ตั้งแต่เดือน มี.ค., เม.ย., และ พ.ค.) หลังจากนั้นนักวิจัยได้เก็บตัวอย่างดินเพื่อหาปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บในดิน (อินทรียวัตถุในดิน : soil organic matter) และวิเคราะห์ข้อมูล โดยการคำนวณมวลชีวภาพเหนือพื้นดินโดยเลือกสมการแอลโลเมตริก (Allometric equation) คำนวณปริมาณมวลชีวภาพของส่วนใต้พื้นดิน และคำนวณปริมาณการกักเก็บคาร์บอนทั้งเหนือพื้นดินและใต้ดินแล้ว นำมาหาปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ในพื้นที่ โดยการศึกษานี้จะประเมินรายได้จากการชดเชยคาร์บอนตามวิธีการทำสัญญาของ California Carbon Market รวมกับ Chicago Climate Exchange (CCX) ในเฟสต่อไป และขั้นตอนสุดท้ายคือการประเมินมูลค่าการกักเก็บคาร์บอนในระบบนิเวศสวนจันทน์เทศ

ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่สวนจันทน์เทศประมาณ 63 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ต้นจันทน์เทศกักเก็บได้ 29  ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ร้อยละ 47) ทุเรียน 11 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ร้อยละ 17) หมากกักเก็บได้ 10 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ร้อยละ 17) จากการศึกษาผู้วิจัยพบว่าโครงการดังกล่าวมีความสอดคล้องกับตัวชี้วัดข้อที่ 13.3.1 Local education programmes on climate นั่นคือการให้ข้อมูลแก่ชุมชนเพื่อช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากก๊าซเรือนกระจกทำให้เกิดภาวะโลกร้อน กล่าวคือโครงการได้ลงพื้นที่ร่วมกับชุมชนบริเวณพื้นที่หมู่บ้านสวนจันทน์ และ
หมู่บ้านร่อนนา อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราชและให้ความรู้แก่ชุมชนถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ต้นจันทน์เทศในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากต้นจันทน์เทศสามารถช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เป็นการสร้างความตระหนักให้ชุมชนเห็นคุณค่าของต้นจันทน์เทศมากขึ้น เกิดความร่วมมือและเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร 

 

 

 


SDGs ภาษาอังกฤษ

  

Evaluation of Myristica fragrans Houtt. Carbon Sequestration in 
Suan Chan Village and Ron Na Village, Ron Phibun District, 
Nakhon Si Thammarat Province.

 

Trees play a crucial role in serving as carbon sinks and sources of carbon dioxide removal. The process of carbon capture or absorption occurs through photosynthesis, in which all types of plants utilize carbon dioxide for converting it into cellulose and ultimately into biomass. This is considered the most efficient process for reducing carbon dioxide in the air. Moreover, larger and older trees can significantly contribute to carbon dioxide absorption.

This project has been developed under the standards of the "T-VER Program," which is the domestic greenhouse gas reduction mechanism developed by the Thailand Greenhouse Gas Management Organization (TGO) since 2014. Its full name is the "Thailand Voluntary Emission Reduction Program." The program aims to encourage all sectors to voluntarily participate in reducing greenhouse gas emissions within the country.

Based on survey data, it is found that the average lifespan of teak trees in the study area is 30-40 years. After that, teak trees are utilized for various purposes, such as home construction or furniture production, which helps in carbon dioxide sequestration and aligns with the goals of the T-VER Program. The objectives of this research project are as follows:

  1. To assess carbon sequestration in the biomass of teak trees in the areas of Suan Chan and Ron Na communities, Ron Phibun District, Nakhon Si Thammarat Province.
  2. To evaluate greenhouse gas emissions from activities such as fertilizer application or soil improvement in the teak tree cultivation areas of Suan Chan and Ron Na communities, Ron Phibun District, Nakhon Si Thammarat Province.

Therefore, this research has calculated the amount of carbon sequestration in the Suan Chan and Ron Na community teak gardens, Ron Phibun District, Nakhon Si Thammarat Province. The data obtained will be beneficial for participation in the T-VER Program, generating income from selling carbon credits from teak tree planting. This project aims to raise awareness in the community about the value of preserving teak tree genetic resources, which will lead to sustainable teak tree conservation. There are a total of 75 teak cultivation plots, covering an area of approximately 700 rai. Most of these plots are located in Suan Chan Community, Sub-district 2, with 50% in the lowland area and 50% at elevations of 100-400 meters above sea level. Farmers typically cultivate teak trees alongside native crops such as longan, durian, and coconut. Farmers' garden sizes range from 1 to 50 rai, with the largest plot being 50 rai. The objective is to evaluate greenhouse gas emissions from activities such as fertilizer application or soil improvement in the teak tree cultivation areas of Suan Chan and Ron Na communities, Ron Phibun District, Nakhon Si Thammarat Province. Agricultural practices, such as crop rotation, affect carbon sequestration in the soil and carbon dioxide emissions into the atmosphere. The majority of agricultural areas serve as effective carbon sinks and have the potential for high carbon sequestration if appropriate technology and management practices are implemented.

Researchers conducted a survey to gather historical data on crop cultivation practices, such as fertilizer and soil amendments, from farmers in the study area. Next, they employed stratified random sampling to assess carbon sequestration and greenhouse gas emissions related to fertilizer application and soil improvement. They collected samples of teak trees to evaluate carbon sequestration in plant biomass, wood, and roots. They also measured carbon content above and below the ground using allometric equations appropriate for the study area.

They set up temporary sample plots in the shape of 40 x 40-meter squares (1 rai) and recorded tree measurements with a center point height of 1.30 meters and the overall height of trees in the sample area. They chose allometric equations for humid and dry tropical forests in Thailand to calculate aboveground biomass (ABG) and belowground biomass (BLG). These equations involved measuring various parts of the tree above the ground, such as stems, branches, leaves, flowers, and fruits, as well as other herbaceous plants. The researchers categorized the trees into three age groups: less than 20 years old, 20-40 years old, and 60 years and older, resulting in a total of 9 samples. Data were collected three times (March, April, and May) and soil samples were taken to determine soil organic matter and analyze the data.

The research aimed to assess income from carbon offset credits, following the California Carbon Market and Chicago Climate Exchange (CCX) methods in subsequent phases. Finally, they aimed to evaluate the value of carbon sequestration in the teak tree garden ecosystem.

 

The study found that the average carbon sequestration in the teak tree garden area is approximately 63 tons of carbon dioxide equivalent per year. Specifically, teak trees sequester 29 tons of carbon dioxide equivalent (47%), while mango trees sequester 11 tons (17%), and areca nut trees sequester 10 tons (17%).

According to the research, the project aligns with Sustainable Development Goal (SDG) 13.3.1, which focuses on local education programs on climate. This means that the project provides information to the community to help mitigate the impact of greenhouse gases and address global warming. The project involves collaboration with the communities in the Suan Chan and Ron Na areas of Ron Phibun District, Nakhon Si Thammarat Province, and it educates these communities about the importance of preserving teak trees in the region. Teak trees are crucial as they can sequester a significant amount of carbon dioxide, thereby contributing to the reduction of greenhouse gases that cause global warming. This project aims to raise community awareness, foster cooperation, and build networks involving government agencies, private entities, and non-profit organizations, all working towards a common goal without seeking profit.

 


ภาพประกอบ


ผลกระทบโครงการ

infographic



การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

การเผยแพร่

Post Facebook สำนักวิชาพหุภาษาและการศึกษาทั่วไป

https://www.facebook.com/solgen.walailak/posts/pfbid0UdSUanpQVw731FHy8sXkhFyuoiAk1f4HXd4qkjKPcbstKNXxx6CU5WVGcdXcDECQl

Post Website สำนักวิชาพหุภาษาและการศึกษาทั่วไป

https://solgen.wu.ac.th/?p=24592&fbclid=IwAR3tCiDVxR2YlM0Kg91xaCcya8rV7mgf3TLUBamfUUTdCBasPUs6CELWpLY